วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รายละเอียดงานวิจัยเรื่อง/Title Name: เด็กกับการหย่าร้าง

รายละเอียดงานวิจัยเรื่อง/Title Name: เด็กกับการหย่าร้าง
ผู้วิจัย/Authors:
วินัดดา ปิยะศิลป์
ชื่อเรื่อง/Title:
เด็กกับการหย่าร้าง
แหล่งที่มา/Source:
วารสารกรมการแพทย์ ปีที่ 17, ฉบับที่ 1, มกราคม 2535. หน้า 25-30
รายละเอียด / Details:
ผู้รายงานการศึกษาเด็ก 20 คนจาก 18 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหย่าร้าง ในผู้ป่วยจิตเวชเด็กช่วงเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนกรกฎาคม 2534 พบเด็กปกติ 1 ราย ปฏิกิริยาของเด็กที่มีต่อการหย่าร้างไม่จำเป็นต้องมีเสมอไป ถ้ามีจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมถดถอยโดยเฉพาะในเด็กเล็ก และเป็นปัญหาอารมณ์และความสับสนในเด็ก 6-9 ปี ถ้าขาดความเข้าใจหรือขาดความช่วยเหลือจะทำให้เกิดเป็นปัญหาสัมพันธภาพที่ไม่ดีระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก และจะมีผลต่อเด็กในระยะยาว โดยจะออกมาเป็นปัญหาอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม ปัญหาการเรียน การสังคม และการปรับตัว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา มีบิดามารดากลุ่มหนึ่ง (ร้ยละ 35) นี้ยังมีความขัดแย้งสูงระหว่างกันทั้งที่หย่าขาดแล้ว แต่ยังมีการต่อสู้ทั้งทางกาย วาจา และ/หรือเอาเด็กเป็นตัวต่อรอง ทำให้เสริมปัญหาในเด็กให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ปีที่เผยแพร่/Year:
2535
Keywords:
เด็กกับการหย่าร้าง, ผู้ป่วยจิตเวช,เด็ก, สุขภาพจิต, จิตเวช, จิตวิทยา
Address:
ฝ่ายจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลเด็ก

การแต่งงานอาจจะไม่ใช่ความสุขอย่างที่สุดเสมอไปสำหรับบางคน แต่การหย่าร้างมักจะทำให้เกิดความผิดหวังมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

การแต่งงานอาจจะไม่ใช่ความสุขอย่างที่สุดเสมอไปสำหรับบางคน แต่การหย่าร้างมักจะทำให้เกิดความผิดหวังมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง


ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศแคนาดาพบว่าผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 20-64 ปี ซึ่งหย่าร้างหรือแยกทางกับภรรยามีแนวโน้มที่จะตกอยู่ภายใต้ภาวะซึมเศร้าเป็นเวลานานมากกว่าผู้ชายที่มีชีวิตแต่งงานราบรื่นถึง 6 เท่า ส่วนผู้หญิงที่หย่าร้างหรือแยกทางกับสามีนั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้หญิงที่ไม่หย่าร้างเพียง 3.5 เท่า


การศึกษาวิจัยที่ใช้ระยะเวลา 10 ปี ชิ้นนี้ยังพบว่า ช่วงเวลาที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ต้องหย่าร้างมีโอกาสตกอยู่ภายใต้ภาวะซึมเศร้ามากที่สุดคือในช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากการหย่าร้าง


เหตุผลเพราะว่าการหย่าร้างมักจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิตไปในทางที่ย่ำแย่ลงในหลายๆ ด้าน เช่น ปัญหาทางการเงิน และการได้รับการยอมรับจากสังคมน้อยลงสำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้น การสูญเสียสิทธิในการดูแลลูกหรือความเปลี่ยนแปลงทางด้านความรับผิดชอบในการเป็นผู้ปกครองของลูกเป็นปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุด แต่ไม่พบความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างชัดเจนว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ชายตกอยู่ในภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้หญิงหรือไม่


อย่างไรก็ตาม ความหดหู่ซึมเศร้านั้นจะค่อยๆ เลือนหายไป โดยการวิจัยนี้พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าหลังการยุติชีวิตคู่มักจะหายจากอาการซึมเศร้าภายในเวลา 4 ปีหลังจากการหย่าร้าง





--------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

รู้ก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่ปวดหัวในวันไม่สมรัก

รู้ก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่ปวดหัวในวันไม่สมรัก
เมื่อชีวิตรักต้องจบลงในคู่ที่มีการแต่งงานแบบสามีภรรยา และยิ่งมีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ความวุ่นวายมาเยือนแน่ หากตกลงกันไม่ได้ในเรื่องสมบัติพัสถานการดูแลบุตร อีกทั้งหนี้สินที่ก่อร่วมกัน แน่นอนคู่สามีภรรยาที่มีทรัพย์สมบัติมากมายปัญหายิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ต้องมาแยกแยะอีกว่าสินสมรส กับทรัพย์สินของเธอและฉัน

คำว่า “สินสมรส” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 บัญญัติ “สินสมรส” ไว้ว่า ได้แก่ ทรัพย์ สินที่คู่สมรสได้มาระหว่าง สมรส หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มา ระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส สินสมรสยังครอบคลุมถึงดอกผลของสินส่วนตัวแต่ละคนด้วย

นั่นหมายความว่า ทรัพย์ สินที่เข้าลักษณะทั้ง 3 ประการเป็นสินสมรส และยังมีพ่วงท้ายด้วยว่า ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส (เว้นแต่มีหลักฐานระบุว่าเป็นทรัพย์สินเดิม หรือทรัพย์สินส่วนตัว)

ก่อนจะจดทะเบียนสมรส พนักงานเจ้าหน้าที่จะสอบถามก่อนว่า ทั้งคู่จะระบุอะไรเป็นทรัพย์สินเดิมหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายแสดงเจต จำนงเป็นครั้งสุดท้าย แต่อย่าง ว่าในช่วงน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ร้อยทั้งร้อยไม่มัวมาคิดเล็กคิดน้อยว่า ที่ดินของฉัน บ้านเธอ เดี๋ยวจะหมางใจกันเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ว่าพี่ไม่รักเธอไม่จริงใจ แต่ถ้าในรายไหนที่เปิดใจรับได้ จะต้องทำสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เท่านั้น

นั่นเพราะมีข้อกฎหมาย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1466 กำหนดไว้ว่า “สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้นไว้ในทะเบียนสมรส พร้อมกับการ จดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส และได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการ จดทะเบียนสมรสไว้ว่า ได้มีสัญญานั้นแนบไว้ และสัญญาที่ว่านี้เปลี่ยนแปลงยกเลิกเองไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากศาล

หลังจดทะเบียนสมรสแล้ว สามีและภรรยาถือว่าเป็นหุ้นส่วนชีวิต ทุกอย่างหลังจากนี้แล้วต้องแบ่งกัน ตามภาษากฎหมายบอกไว้ว่า “สินสมรสนั้นครอบคลุมเฉพาะสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีการจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น เท่ากับว่าหลังจดทะเบียนสมรสแล้ว สามีและภรรยาถือว่าเป็นหุ้นส่วนชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างหลังจากนี้ล้วนต้องแบ่งปันกัน

ส่วนใหญ่เรื่องทรัพย์สินที่มักมีปัญหา มักจะเป็นทรัพย์สินที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนเงินทอง โอกาสเกิดความยุ่งยากมักมีน้อย

เช่นถ้าซื้อบ้านและที่ดิน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนจดทะเบียนสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว ถ้าช่วยกันผ่อนแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ถือว่าแบ่งกันคนละครึ่ง แต่มิใช่สินสมรส หญิงชายเป็นสามีภรรยากันเป็นผัวเมียอยู่ด้วยกันเฉย ๆ ไม่ได้จดทะเบียน แม้ช่วยกันทำมาหากิน ให้แบ่งกันคนละครึ่ง ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ถ้าได้มาฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่เกี่ยว ถือว่าเป็นสินส่วนตัว ไม่ว่าจะได้มาโดยพินัยกรรมหรือการยกให้อย่างหนึ่งอย่างใด ได้กรรมสิทธิ์ก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่สินสมรส ไม่ว่าจะได้มาโดยการซื้อ การครอบครองปรปักษ์ การครอบครองที่ดินมือเปล่าแม้จะออกนส.3 ภายหลังก็ตาม

แต่กระนั้นก็มีหลักเกณฑ์ข้อต่อไปนี้ที่จะสร้างปัญหาได้ในภายหลัง นั่นคือ การยกที่ดินและบ้านเพื่อให้เป็นของขวัญแก่คู่แต่งงาน แม้ว่าจะจดทะเบียนเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ก็ยังถือว่าเป็นสินสมรส แม้ว่าจะยกให้ก่อนแต่งงาน แต่ถ้ามีการระบุชัดเจนว่าเพื่อการสร้างครอบครัวใหม่ ก็จัดเข้าข่ายสินสมรสได้ แค่เพียงออกปากว่า “ไว้สร้างครอบครัว” แม้โอนกรรมสิทธิ์ของเราฝ่ายเดียว ยังไงก็เป็นสินสมรส อยู่ดี

ดังนั้นต่อไป ถ้าเป็นฝ่ายรับที่ดิน ควรขอร้องผู้ยกที่ดินให้ระบุอย่างชัดเจนว่า เป็น “ทรัพย์สินส่วนตัว” เอาไว้เป็นที่พักพิงยามยาก หรือจะยกที่ดินให้ลูกหลานก็ระบุไว้เลยว่าเป็นสินส่วนตัว ป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า

เรื่องของที่ดินและบ้านที่ได้มาระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส ซึ่งกฎหมายครอบคลุมไว้กว้างขวางดังนี้ ที่ดินซื้อตอนแต่งโอนกรรมสิทธิ์หลังหย่าก็เป็นสินสมรส ใครที่ผ่อนที่ดินอยู่เห็นอนาคตว่า คงต้องหย่ากัน แน่ ดึงเรื่องไว้ไม่ยอมโอนกรรม สิทธิ์ไว้หย่าแล้วค่อยโอน ตามกฎหมายยังถือว่าเป็นสินสมรส

การซื้อที่ดินหลังจดทะเบียนสมรส จะคิดแยบยล ใส่ชื่อคนอื่นก็ไม่สำคัญ กฎหมายยังถือว่าเป็นสินสมรส (หมายถึงการยืมชื่อผู้อื่น อาทิ พ่อแม่ มาเป็นเจ้าของที่ดิน หากบุคคลท่านนั้นไม่มีรายได้หรือพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีกำลังซื้อที่ดิน ที่ดินนั้นก็ยังเป็นสินสมรส)

ประเด็นน่าสนใจต่อมา กรณีฝากเงินส่วนตัวก่อนสมรส แต่ดอกเบี้ยงอกเงยระหว่างสมรส ดอกเบี้ยเป็นสินสมรส (เงินต้นเป็นสินส่วนตัว ดอกเบี้ยเป็นสินสมรส) แต่ที่ดินส่วนตัวโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสมรส หลังสมรสที่ดินราคาขึ้นขายได้กำไร ในส่วนของกำไรไม่ถือเป็นสินสมรส ขณะเดียวกันผลของการที่เป็นสินสมรสผูกพันต่อเนื่อง อาทิ ที่ดินสินสมรสจะแปรสภาพอย่างไร ขายไปได้เงินซื้อที่ดินแปลงใหม่ขายไปซื้อใหม่ หรือเอาเงินนั้นรับซื้อฝากที่ดินแล้วได้ที่ดินหลุดมาเป็นกรรมสิทธิ์ ที่ดินนั้นก็ยังคงเป็นสินสมรสอยู่ดี

ยามรักกันชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ แต่ยามเลิกกันไม่เห็นทั้งนกและไม้ แต่จะเห็นแก่ตัวขึ้นมาทันที สมบัติที่มีระหว่างครองรัก อาจนำมาด้วยเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะในทางปฏิบัติทรัพย์สินส่วนตัวเอาไปเป็นสินสมรสสร้างครอบครัวไม่ยาก แต่เมื่อไรที่นำสินสมรส มาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวนั่นยุ่งยาก เพราะยังไงต้องหารสอง ถือว่าคุณและเขาคือคนคน เดียวกัน.
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การหย่าร้างไม่ใช่การยุติปัญหา หากแต่เป็นการเพิ่มปัญหาต่อไปในอนาคต

การหย่าร้างไม่ใช่การยุติปัญหา หากแต่เป็นการเพิ่มปัญหาต่อไปในอนาคต

ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก เป็นสถาบันสากลและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ แต่การที่สภาพครอบครัวเกิดขึ้นแล้วก็มิได้หมายความว่าสภาพครอบครัวจะมั่นคงยืนยงตลอดไป อาจมีการสิ้นสุดหรือแตกสลายลงได้ โดยทั่วไปการสิ้นสุดของสภาพครอบครัวมี 2 ประการคือ ประการแรกการหย่าร้างจากกัน และประการที่สองคือการตาย การสิ้นสุดด้วยการตายไม่ค่อยก่อให้เกิดความวุ่นวายในชีวิตครอบครัวเท่ากับการหย่าขาดจากกัน เพราะเหตุว่าการหย่าร้างที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจแก่คู่สมรสหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าการตายจากกัน (วันทนา กลิ่นงาม. 2525 : 1) การหย่าร้างจึงเป็นวิกฤตการณ์ของชีวิตสมรสที่คู่สมรสทุกคู่พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกคู่ บางคู่อาจโชคดีได้อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร แม้จะทุกข์หรือสุขก็ตามเพื่อชื่อเสียง เพื่อลูก เพื่อวงศ์ตระกูล ก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่บางคู่ที่ถือว่าถ้าอยู่ด้วยกันไม่มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องครองชีวิตคู่ร่วมกันต่อไปและจบลงด้วยการหย่าร้าง (สุภรณ์ ลิ้มอารีย์ และ พนม ลิ้มอารีย์. 2536 : 1)

ในอดีตการหย่าร้างไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายและถ้าสามีภรรยาคู่ใดหย่าร้างกันก็จะถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีจะได้รับการติฉินนินทา ดังนั้นปัญหาการหย่าร้างจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น ทั้งๆที่สมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน คือพ่อแม่จับให้แต่งงานกัน แต่เมื่ออยู่กินด้วยกันแล้วก็รักกัน และอยู่ด้วยกันจนตายจากกัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ผู้หญิงไทยในอดีตมีหน้าที่อยู่กับบ้าน คอยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่และเป็นแม่บ้านแม่เรือนดูแลการงานภายในบ้านทุกอย่าง ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนในปัจจุบันปัญหาการหย่าร้างจึงไม่เกิดขึ้น (เทพชู

ทับทอง. 2546 : 177) นอกจากนั้นการหย่าร้างยังกระทำได้ยาก เพราะความเคร่งคัดทางศาสนาและจารีตประเพณี บางสังคมบางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีใต้ การหย่าร้างเกิดขึ้นได้ยาก เพราะถ้าเกิดการหย่าร้างสังคมจะไม่คบหาสมาคมด้วย เนื่องจากศาสนาห้ามการหย่าร้าง คู่สมรสจึงจำต้องอยู่ร่วมกันเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม (Glick and Norton. 1972 : 301) และในประเทศอินเดียที่ถือว่าภริยานั้นเป็นสมบัติอยู่ภายใต้สิทธิ์ขาดของสามี จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องการหย่าร้างได้ และเมื่อสามีตายภริยาก็ไม่มีสิทธิ์จัดการกับชีวิตของตนเอง หญิงหม้ายบางแห่งไม่มีสิทธิ์แม้แต่การมีชีวิตอยู่ เพราะตามประเพณีภรรยาต้องเผาตัวตายตามสามีผู้เป็นเจ้าของชีวิตไปด้วย เรียกว่าพิธีสตี (Sati) (ลักษณ์วัต ปาละรัตน์. 2546 : 25 - 27)

ในสังคมไทยเดิมการแต่งงานเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติไม่ใช่เฉพาะคู่สมรส

จึงอยู่ภายใต้การดูแลคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของกลุ่มเครือญาติ การปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับพรหมจรรย์ ค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ผู้หญิงพยายามรักษาชีวิตการแต่งงานของตนเองไว้ให้ยาวนานที่สุด ถึงแม้ว่าผู้หญิงหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการแต่งงาน เช่น สามีมีเมียน้อย สามีไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ถูกสามีทำร้ายร่างกาย เพราะเมื่อมีการหย่าร้างผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ผู้หญิง (กุสุมา พลแก้ว. 2540 : 3)และการหย่าร้างยังถือเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าไม่เป็นที่พึงประสงค์ให้มีการหย่าร้างเกิดขึ้น สามีภรรยาจึงต้องอยู่ร่วมกันต่อไป ทั้งที่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจโดยถือว่า เป็นเรื่องของเคราะห์กรรม (ประสาท หลักศิลา. 2515 : 210)

ถึงแม้ว่าสมัยก่อนการหย่าร้างจะทำได้ยาก แต่การหย่าร้างก็สามารถทำได้ในกรณีที่คู่สมรสมีความประสงค์ที่จะหย่าร้าง ดังจะเห็นได้จากจดหมายจากลาลูแบร์ (Simon de la loubere) ที่กล่าวถึงการหย่าร้างในสังคมไทยสมัยอยุธยาไว้ว่า การอยู่กินฐานสามีภรรยาในประเทศสยามนั้นแทบจะราบรื่นแทบทุกครัวเรือน แต่ถ้าหากสามี ภรรยาคู่ใดไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันต่อไป ก็สามารถที่จะหย่าร้างกันได้ตามกฎหมาย ผู้เป็นสามีนั้นเป็นตัวสำคัญในการหย่าร้างเพราะจะยอมหย่าหรือไม่ก็ได้แต่ก็จะไม่ปฏิเสธหากภรรยามีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะหย่ากับตน (Simon de laloubere อ้างใน

พุฒ วีระประเสริฐ 2536 : 9) การหย่าร้างจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด ภายหลังการหย่าร้างก็สามารถแต่งงานใหม่ได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการหย่าร้างเป็นสิ่งที่สังคมไทยยอมรับได้ ถึงแม้ว่าการหย่าร้างจะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักก็ตาม

ปัจจุบันหลังจากที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะด้านการศึกษา การเมือง และด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงค่านิยม เกิดค่านิยมใหม่ๆ เช่น ความเสมอภาค อิสรเสรี ความเป็นตัวของตัวเองตามครรลองอุดมการณ์ประชาธิปไตย ผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ลักษณะค่านิยมใหม่ของไทยที่เห็นเด่นชัดคือ ผู้หญิงไทยตื่นตัวเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกับชาย ซึ่งแต่ก่อนเคยรู้สึกว่าเป็นช้างเท้าหลัง ปัจจุบันผู้หญิงไทยมีอิสระ และเสรีภาพมากกว่าแต่ก่อนในด้านการดำเนินชีวิตประกอบอาชีพทางสังคม ใช้ชีวิตนอกบ้านและกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น (อานนท์ อาภาภิรมย์. 2516 : 14)

ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการนิยามบทบาทของผู้หญิง

เสียใหม่ภายในครอบครัว อำนาจและสิทธิต่างๆ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำในบทบาทของชายและหญิง

มีแนวโน้มลดลง (พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์. 2525 : 16) และนอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงยังมีผลกระทบต่อโครงสร้างและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและก่อให้เกิดผลที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงมีค่านิยมที่จะอยู่เป็นโสดสูงขึ้น พบว่ามีการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท

จากงานการศึกษาเกี่ยวกับการหย่าร้างในสังคมไทยพบว่า อัตราการหย่าร้างในสังคมไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นและพบสูงมากที่สุดในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจส่วนมากมาจากการสำรวจจากสถิติการหย่าร้างที่มีผู้มาจดทะเบียนการหย่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นข้อมูลที่เกี่ยวกับการหย่าร้างที่ไม่มีการจดทะเบียนหย่าจึงไม่มีการบันทึก ส่งผลให้ข้อมูลที่ได้รับอาจเกิดความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการหย่าร้างในสังคมชนบท แต่ข้อมูลดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการหย่าร้าง (วันทนา กลิ่นงาม. 2525 : 26 – 28)

การหย่าร้างที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมนั้นขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และตัวบุคคลเป็นตัวกำหนด การหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสิ่งที่ควรได้รับความสนใจในการศึกษา โดยเฉพาะการหย่าร้างในชนบท เพราะถึงแม้ว่าการหย่าร้างจะพบโดยทั่วไปในแทบทุกชุมชน แต่การหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมชนบท เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาเนื่องจากการหย่าร้างก็คือดัชนีชี้วัดความล้มเหลวในชีวิตแต่งงานระหว่างสามีและภรรยาที่ไม่สามารถปฏิบัติตามบทบาทที่สังคมคาดหวังได้

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวทักษิณหย่าเมียที่ฮ่องกง

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวทักษิณหย่าเมียที่ฮ่องกง







สำนักข่าวต่างประเทศอ้างรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในวันนี้ ที่ระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้หย่าขาดจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาที่อยู่กินกันมา 32 ปีแล้ว โดยทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากันที่สถานกงสุลไทยในฮ่องกง และพ.ต.ท.ทักษิณ ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับพันธมิตรทางการเมืองที่ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเขาที่ฮ่องกงเมื่อเย็นวันศุกร์

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุผลที่ทั้งสองตัดสินใจหย่าขาดจากกัน แม้สื่อหลายฉบับจะคาดการณ์ว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางกฎหมาย เพื่อพยายามเอาเงิน 76,000 ล้านบาทของครอบครัวที่ถูกทางการอายัดไว้ในธนาคารของไทย เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูลชินวัตร เป็นชื่อของคุณหญิงพจมาน

ข่าวการหย่าร้างมีขึ้นเกือบ 1 เดือน หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นเวลา 2 ปี ฐานใช้อำนาจในทางมิชอบให้ภรรยาเข้าประมูลซื้อที่ดินรัชดาในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2546 ขณะที่คุณหญิงพจมานพ้นผิดในคดีนี้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า อนาคตของครอบครัวชินวัตรที่พากันหนีไปอยู่ที่กรุงลอนดอนของอังกฤษตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม ต้องตกอยู่ท่ามกลางมรสุมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังอังกฤษได้เพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวของทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ซึ่งเป็นผลจากการถูกตัดสินความผิดในคดีต่าง ๆ
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=349887

พิธีฉลองการหย่า

พิธีฉลองการหย่า




โดยทั่วไปคู่รักจะจัดพิธีแต่งงานกันเมื่อตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่เมื่อถึงเวลาต้องการแยกทางกันกลับไม่มีพิธีหย่า ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเลยได้ความคิดรับจัดพิธีฉลองการหย่าขึ้น


นายและนางฟูจิ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อจริง จูงมือกันเข้าสู่พิธีการหย่า หลังใช้ชีวิตร่วมกันนาน 8 ปี พิธีเริ่มขึ้นโดยที่ทั้ง 2 คนนั่งรถลากคนละคัน เดินทางไปที่หอหย่าร้างในย่านอาซากูสะของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายฟูจิ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ วัย 33 ปี เล่าว่า เขาเป็นสาเหตุของการหย่าร้างครั้งนี้ เพราะไม่มีเวลาให้กับครอบครัว และใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยกับความสนใจส่วนตัวต่างๆ ทั้งที่ภรรยาเอ่ยปากเตือนหลายครั้ง

เพื่อนและญาติของทั้ง 2 ฝ่ายต่างมาร่วมเป็นสักขีพยานในการทุบแหวนแต่งงาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดชีวิตคู่ของทั้ง 2 คนด้วย

นายฮิโรกิ เตราอิ เจ้าของความคิดจัดพิธีหย่า กล่าวว่า นับจากเริ่มทำธุรกิจนี้ในเดือนเม.ย.52 มีผู้ใช้บริการ 6 คู่ โดยในจำนวนนี้มี 2 คู่ที่ท้ายสุดก็ตัดสินใจยืดเวลาชีวิตแต่งงานออกไปอีก




ขอบคุณข้อมูลข่าวจากhttp://www.thaipbs.or.th/World/

แฟนหมดใจ...อะเป็นเหตุ

แฟนหมดใจ...อะเป็นเหตุ
มพันธ์ดำเนินมาถึงจุดจบ เชื่อว่าคำถามที่อยู่ในใจใครหลาย ๆ คนก็คือคำว่า ทำไม?
สาเหตุของการเลิกรานั้นเกิดจาก ความเครียด ค่ะ จากผลการวิจัยเรื่อง สตรีและการหย่าร้าง ของ ผศ.สุภรณ์ ลิ้มอารีย์ คณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม ระบุว่า สาเหตุของการหย่าร้างนั้น เริ่มจากการที่สามีภรรยาปรับตัวให้เข้ากันไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดขึ้น เมื่อความรักของทั้งคู่เริ่มจืดจางลงแล้ว ทั้งคู่ก็จะเริ่มคิดถึงการหย่าร้าง โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชีวิตรักนั้นมักจะมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุ โดยสาเหตุอันดับต้นๆ ได้แก่ สาเหตุด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ และด้านความประพฤติค่ะ


สำหรับเหตุผลยอดฮิตที่บรรดาหนุ่มๆ มักจะเอามาเป็นข้ออ้างในการเลิกรากับแฟนหรือภรรยา นั้นก็ได้แก่

- ไม่ซื่อสัตย์ นอกใจ

- บกพร่องเรื่องบนเตียง

- ชอบวางอำนาจ ข่มแฟน

- เจ้าอารมณ์ ไม่อ่อนหวาน ช่างเอาใจ

- จุกจิก จู้จี้ ขี้บ่น ชอบพูดค่อนแคะเปรียบเทียบ

- เจ้ากี้เจ้าการ ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานของแฟนหนุ่ม

- ไม่เอาใจใส่ครอบครัว ไม่เป็นแม่บ้านที่ดี

- เฉื่อยชาเกินไปจนน่าเบื่อ

น่าแปลกใจไหมคะว่าสาเหตุยอดฮิตนั้น นอกจากเรื่องข้อบกพร่องเรื่องบนเตียง หรือการนอกใจ ส่วนใหญ่มาจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งนั้นเลย

ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะสมัยนี้ ภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้นให้คู่รักสมัยใหม่ต้องดิ้นรน ทำให้เกิดความกดดัน ความอดทนที่มีต่อคนใกล้ตัวจึงน้อยลง นิสัยที่ไม่ดีหรือข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่ายเมื่อสะสมไปนานเข้า ก็จะพาลให้เกิดความเบื่อหน่าย และกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ซึ่งหนุ่มสาวสมัยใหม่ก็มักจะใช้วิธีการเลิกราเพื่อตัดปัญหากันง่าย ๆ

รู้อย่างนี้แล้ว คุณสาวๆ รีบหันมาสำรวจตัวเองด่วนนะคะ ผู้หญิงบางคนนั้นอาจจะไม่รู้ตัวว่ามักจะชอบจุกจิกจู้จี้ หรือใส่อารมณ์กับคนใกล้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกที ความรักก็เดินจากไปแล้ว ถ้าอยากให้ความรักของคุณหวานไปนาน ๆ ล่ะก็ ต้องหมั่นดูแลตัวเองค่ะ ควรจะดูแลรูปร่างหน้าตา การแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดี เหมาะกับกาลเทศะอยู่เสมอ นาน ๆ ครั้งก็อาจจะเปลี่ยนทรงผมหรือการแต่งหน้าบ้าง เพื่อให้ดูสดใส ไม่จำเจ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องนิสัยใจคอ ผู้หญิงเรานั้น ถ้าอ่อนโยน อ่อนหวานเสียอย่าง รับรองหวานใจของคุณไม่ไปไหนค่ะ ถ้ามีเรื่องเครียด ๆ ก็ต้องหัดปล่อยวางบ้างนะคะ อย่าเอากลับบ้านไประบายกับหวานใจเชียว หรือบางคนที่มักจะหงุดหงิด อารมณ์ไม่ดีในช่วงใกล้วันนั้นของเดือนเพราะระดับฮอร์โมนเปลี่ยนล่ะก็ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้สุดที่รักของคุณนั้นมองว่าคุณขี้วีนโดยไม่มีเหตุผลได้



ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ล่ะก็ ควรจะอธิบายให้เขาเข้าใจ ว่าช่วงใกล้วันนั้นของเดือนคุณมักจะหงุดหงิด อย่าถือสา หรือจะให้ดีก็ควรจะหาทางแก้ โดยหมั่นออกกำลังกาย ลดอาหารพวกช็อกโกแลต กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารที่มีโซเดียมสูงหรืออาหารรสเค็มจัด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานวิตามินเสริม ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ หรืออาจมองหาทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นใหม่ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนโดสต่ำ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับฮอร์โมนในร่างกาย ที่นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดแล้ว ยังช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน และอาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

ความสัมพันธ์นั้นก็เหมือนต้นไม้ ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ถ้าคุณดูแลตัวเอง และดูแลคนสำคัญของคุณให้ดีแล้วล่ะก็ ความรักของคุณก็จะเติบโต งอกงาม ไม่ต่างกับต้นไม้ที่ได้รับน้ำรับปุ๋ยอย่างเพียงพอแน่นอนค่ะ


สนับสนุนข้อมูลโดย เภสัชกร ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล

ที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข, กรรมการมูลนิธิแพทย์เพื่อประชาชน